แต่ที่ทำให้ผมสงสัยคือ ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการ ในบ้านเราได้รับทราบข้อมูลนี้มากน้อยแค่ไหน ถ้าทราบแล้ว พวกเขาตระหนักถึงเสียงสะท้อนจากกลุ่มที่อาจเป็นลูกค้าในอนาคต (potential customer) ของเขาแค่ไหน แล้วจะปรับตัวอย่างไร

จากผลสำรวจที่ออกมาล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมปี 58 (ETDA ทำการสำรวจแบบนี้ปีละครั้ง) มีประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และน่าจะมีผลต่อการวางกลยุทธ์ในอนาคตของเหล่าผู้ประกอบการ ดังนี้ครับ

สมาร์ตโฟนกลายเป็นอุปกรณ์ที่ถูกใช้ เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากที่สุด

ผลสำรวจระบุว่าคนในยุคนี้ใช้สมาร์ตโฟนในการเชื่อต่ออินเตอร์เนตกันมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม gen X, gen Y และ gen Z (อายุต่ำกว่า 40 ปี ลงมาทั้งหมด) ซึ่งใช้เน็ตไปกับการเล่นเฟสบุ๊กและไลน์ถึง 82.7% อันนี้ไม่น่าแปลก ที่น่าสนใจคือ นอกจากเล่นไลน์ หรืออัพเฟสแล้ว กลุ่มนี้ยังใช้สมาร์ทโฟนในการค้นหาข้อมูลอื่นๆ รวมทั้งสินค้าและบริการ ที่พวกเขาสนใจผ่านทาง search engine ด้วย (google หรือ yahoo หรือไม่ก็ bing) ซึ่งคิดเป็น 56.6% ถือว่าไม่น้อยเลย

ในขณะที่กลุ่ม Baby Boom (อายุ 49 ปีขึ้นไป) ยังใช้พีซีในการเข้าอินเตอร์เนตเป็นหลัก รองลงมาก็เป็นสมาร์ทโฟน ซึ่งจะใช้ค้นหาข้อมูลผ่าน google และส่งอีเมลเป็นส่วนใหญ่

เข้าอินเตอร์เน็ต ผ่านมือถือ

ข้อมูลตรงนี้บอกได้ชัดเลยว่า สมาร์ตโฟนกลายเป็นอุปกรณ์ที่ถูกใช้ในการค้นหาข้อมูล รวมทั้งสินค้าและบริการ มากกว่าที่จะใช้พีซีไปแล้ว เนื่องจากสมาร์ตโฟนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เนตได้เกือบทุกที่ ทุกเวลา นั่นหมายความว่า การค้นหาสินค้าและบริการยิ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากหลายเท่าตัว ซึ่งจุดนี้เป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการสามารถ วางกลยุทธเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้และบริการของตน

อ่านถึงตรงนี้ ผู้ประกอบการหลายท่านอาจเกิดคำถามว่า แล้วมันมีปัญหาตรงไหน ก็บริษัทของเรามีเว็บไซต์มาตั้งนานแล้ว ก็น่าจะพร้อมใช้งานอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องปรับเปลี่ยนอะไร

ปัญหาอยู่ตรงนี้ครับ เว็บไซต์สมัยก่อนยังคงใช้เทคโนโลยีเก่าที่ไม่รองรับการแสดงผลบนมือถือ ทำให้เวลาเปิดเว็บด้วยสมาร์ตโฟนแล้ว หน้าเว็บ ไม่สวย ตัวหนังสือและรูปไม่ชัด อาจจะเล็กเกินไป หรือใหญ่เกินไป จนดูไม่ได้ ยังคงใช้ flash ซึ่งไม่สามารถเล่นบนมือถือได้ และปัญหาทางเทคนิคอื่นๆ ดังนั้นเวลาเปิดเว็บไซต์แบบเก่าด้วยสมาร์ตโฟนจะต่างกับเวลาเปิดบนพีซี อาจจะต่างกันจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

นำเสนอไม่ดี ดูไม่ชัด เว็บจัดว่าไม่สวย ลูกค้าก็ไม่เอา

EDTA ถามผู้ใช้อินเตอร์เนต ถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการผ่านช่องทางออนไลน์ แล้วได้คำตอบมาดังนี้ครับ

  • อันดับ 1) การนำเสนอข้อมูลของสินค้าของเว็บไซต์ 51.2 %
  • อันดับ 2) ความชัดเจน และความน่าสนใจของ ภาพผลิตภัณฑ์ 50.5 %
  • อันดับ 3) สินค้าหรือบริการถูกกว่าร้านค้าปกติ 46.4 %
  • อันดับ 4) การประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมถึงความสามารถในการสั่งซื้อไดตลอด 24 ชั่วโมง 46.1%
  • อันดับ 5) โปรโมชั่น 41.6 %

ผลที่ออกมา น่าสนใจมากครับ เพราะเงื่อนไขของราคา หรือโปรโมชั่นกลายเป็นปัจจัยรอง ในขณะที่ปัจจัยหลักที่มีส่วนสำคัญ ต่อการตัดสินใจซื้อสินค้ากลับเป็น การนำเสนอข้อมูลของสินค้าของเว็บไซต์ (หน้าตาของเว็บไซต์) และ ความชัดเจนของผลิตภัณฑ์

หมายความว่าถ้าคนกลุ่มนี้ใช้สมาร์ทโฟนเปิดเข้ามาเจอ สินค้าของคุณ แล้วหน้าเว็บของคุณไม่สามารถแสดงผลได้พอดีกับหน้าจอ ทำให้มองเห็นสินค้าไม่ชัด พวกเขาพร้อมที่จะกดปุ่ม back กลับไปค้นหาร้านอื่นทันที ถ้ายิ่งหน้าเว็บของคุณไม่สวย ดูไม่น่าเชื่อถือแล้วยิ่งไปกันใหญ่

เท่าที่ผมได้เคยพูดคุยกับผู้ประกอบการหลายๆ ราย ตรงนี้เป็นจุดที่ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญเท่าที่ควร คิดว่าแค่มีหน้าเว็บก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องสวยหรือดูน่าเชื่อถือมากก็ได้ แต่มุ่งหวังให้ติดหน้าแรกของ google เท่านั้น

การติดหน้าแรกของ google เป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าและควรทำก่อนคือ ทำให้เว็บไซต์ของคุณ ดูดี สามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะบนมือถือ

สิ่งที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีที่สุดก็คือ การทำเว็บของคุณให้เป็น Responsive เว็บไซต์ เพราะ Responsive เว็บไซต์ถูกออกแบบมาให้แสดงผลได้พอดีกับขนาดของหน้าจอ ไม่ว่าจะเปิดดูด้วยสมาร์ทโฟนที่มีขนาดหน้าจอใดๆ ก็ตาม

การเปลี่ยนจากเว็บไซต์แบบเก่ามาเป็นเว็บไซต์แบบ Responsive จึง เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้คุณได้เปรียบคู่แข่ง และมีโอกาสมากกว่าที่จะชนะใจลูกค้า ในยุคที่สมาร์ทโฟนก้าวเข้ามาเป็นอุปกรณ์มหาชน สำหรับอินเตอร์เนตอย่างเต็มตัว และแน่นอนว่าทำไม GoldenDuck Studio ถึงเป็นผู้จัดทำเว็บที่จะช่วยตอบใจทย์ให้กับคุณ